"จุฬาฯ – มหิดล" ผนึกความร่วมมือถ่ายทอดเทคโนโลยี “AnthoRice™ Complex” นวัตกรรมเซรั่มบำรุงรากผม จากสารสกัดข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์ของไทย

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ มหาวิทยาลัยมหิดล ยกระดับ “AnthoRice™ Complex – From Thai Soil to Global
Science” นวัตกรรมเซรั่มบำรุงรากผมจากสารสกัดข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์ของไทย ผสานเทคโนโลยี StemAktiv® ผลงานการวิจัยโดยอาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งผ่านการวิจัยและตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติเตรียมเข้าสู่การทดสอบทางคลินิกในอาสาสมัครที่โรงพยาบาลศิริราชในปี 2569

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเปิดงานแถลงข่าวและแสดงวิสัยทัศน์ถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การสร้างประโยชน์เชิงสังคมและสุขภาพประชาชน จากนั้น อธิการบดีจุฬาฯ และ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลร่วมพิธีลงนามสัญญาถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างบริษัท จุฬาฟาร์เทค จำกัด และบริษัท ไทธนบุรี คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยมี รศ.ภก.ดร.วรสิทธิ์ วงศ์สุทธิเลิศ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ และ ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ร่วมเป็นสักขีพยาน

จากนั้นเป็นการแถลงผลงานวิจัยโดยนักวิจัย Stem Cell ชั้นนำระดับประเทศ นำเสนอความก้าวหน้าของงานวิจัยตั้งแต่ระดับเซลล์จนถึงแนวทางการยกระดับ สู่การทดสอบทางคลินิกร่วมกับโรงพยาบาลศิริราชในช่วงต้นปี 2569 ประกอบด้วย “Autophagy & Stem Cell Activation” โดย ศ.ภก.ดร. ปิติ จันทร์วรโชติ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ “ลดความเครียดออกซิเดชัน สู่การชะลอวัยของรากผมในระดับโมเลกุล” โดย ศ.ดร.พญ.อุไรวรรณ พานิช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
“จากวิทยาศาสตร์การบำรุงรากผมสู่การวิจัยทางคลินิกในอาสาสมัคร” โดย รศ.นพ.รัฐพล ตวงทอง คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า บทบาทมหาวิทยาลัยในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจัดการเรียนการสอนหรือการทำวิจัยเชิงวิชาการเท่านั้น แต่เป็นการบูรณาการการศึกษา งานวิจัย การสร้างผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาพรวม หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนดังกล่าว คือการทำงานร่วมกับพันธมิตรที่มีศักยภาพและเป้าหมายร่วมกัน
ความร่วมมือระหว่างจุฬาฯ โดยคณะเภสัชศาสตร์ กับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นตัวอย่างชัดเจนของพลังความร่วมมือระหว่างสถาบันชั้นนำที่สามารถต่อยอดองค์ความรู้ทางวิชาการไปสู่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่จับต้องได้ ซึ่งผลงานดังกล่าวไม่ได้สร้างคุณค่าเพียงในระดับผลิตภัณฑ์ หากแต่ก่อให้เกิดคุณค่าเพิ่มในเชิงเศรษฐกิจและสังคม ตั้งแต่การเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร การยกระดับมูลค่าผลผลิตพื้นฐาน อย่างข้าว ไปจนถึงการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาวะของประชาชนไทย
การทำวิจัยร่วมกันในลักษณะนี้แสดงให้เห็นว่า คุณค่าที่แท้จริงของงานวิจัยไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวสินค้า แต่คือคุณค่าที่เชื่อมโยงไปสู่ผู้คน สังคมและประเทศชาติ
ความร่วมมือของทั้งสองมหาวิทยาลัยในครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการนำองค์ความรู้ไปสร้างคุณค่าใหม่ให้กับสังคมไทยและขยายผลสู่เวทีระดับนานาชาติในอนาคตอย่างยั่งยืน

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ความร่วมมือทางวิชาการระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหิดลเป็นการยกระดับงานวิจัยจากองค์ความรู้เชิงวิชาการไปสู่การประยุกต์ใช้จริงอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการต่อยอดผลงานวิจัยของคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ สู่การทดสอบทางคลินิก ณ โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือและหลักฐานเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์ เป็นการบูรณาการแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
ไม่เพียงเป็นความร่วมมือระหว่างสองสถาบันการศึกษาชั้นนำเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงเกษตรกร ผู้ผลิต ภาคอุตสาหกรรม และภาคเอกชนที่เข้ามามีบทบาทในการผลิตเชิงพาณิชย์และการตลาด ทำให้งานวิจัยสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการจำหน่ายจริง โมเดลความร่วมมือนี้ถือเป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นได้ยากในประเทศไทย และสะท้อนให้เห็นพลังของการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ หากขยายผลไปสู่สมุนไพรหรือผลิตผลทางการเกษตรและอาหารชนิดอื่น ๆ ของไทย จะสามารถเพิ่มมูลค่า สร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและประสิทธิผล พร้อมทั้งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
รศ.ภก.ดร.วรสิทธิ์ วงศ์สุทธิเลิศ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงการต่อยอดงานวิจัยสมุนไพรสู่โมเดลเศรษฐกิจของประเทศว่า ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงทิศทางการทำงานวิจัยที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงความสำเร็จในระยะเริ่มต้นแต่เป็นงานวิจัยต่อเนื่องที่ต้องเดินหน้าพัฒนาอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างข้อมูลเชิงประจักษ์ที่น่าเชื่อถือและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงทั้งในเชิงวิชาการและเชิงพาณิชย์ สารสกัด AnthoRice เป็นตัวอย่างสำคัญของโมเดลงานวิจัยที่คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ มุ่งขยายผลไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรและวัตถุดิบธรรมชาติชนิดอื่น ๆ ในอนาคต โดยให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพและประสิทธิผลตลอดกระบวนการ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ เพื่อสร้างความมั่นใจในมาตรฐานของผลิตภัณฑ์
แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยยกระดับงานวิจัยด้านสมุนไพรให้มีความน่าเชื่อถือในระดับสากล แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการต่อยอดองค์ความรู้สู่การพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศ เป็นการสะท้อนภาพของงานวิจัยที่เชื่อมโยงทั้งวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม

ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการผนึกกำลังของสองสถาบันการแพทย์และวิชาการชั้นนำของประเทศ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลงานของคนไทยอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ หัวใจสำคัญของความร่วมมือนี้คือการนำองค์ความรู้ทางวิชาการและงานวิจัยมาต่อยอดสู่การใช้จริงในระบบการแพทย์ โดยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมีบทบาทสำคัญทั้งในการดูแลผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาด้านเส้นผม และการสร้างองค์ความรู้ใหม่ผ่านกระบวนการวิจัยทางคลินิกอย่างเป็นระบบ ซึ่งผลิตภัณฑ์ใดก็ตามที่จะนำไปใช้กับผู้ป่วย จำเป็นต้องผ่านการพิสูจน์ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน
ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการยกระดับงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การทดสอบในมนุษย์อย่างมีมาตรฐาน ผลการวิจัยทางคลินิกที่กำลังดำเนินอยู่คาดว่าจะสามารถยืนยันประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์ได้อย่างชัดเจน และนำไปสู่การใช้ประโยชน์ในการดูแลผู้ป่วยได้จริง ไม่เพียงเฉพาะในประเทศไทย แต่ยังสามารถขยายผลสู่ระดับสากล
ศ.ภก.ดร.ปิติ จันทร์วรโชติ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ ผู้วิจัย กล่าวว่า ความร่วมมือด้านการวิจัยระหว่างคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ
และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เกิดขึ้นภายใต้กรอบบันทึกข้อตกลง (MOU) ที่มุ่งเน้นการพัฒนางานวิจัยร่วมและการต่อยอดสู่นวัตกรรม โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรของไทยควบคู่กับการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานระดับสูง

งานวิจัยนี้เลือกข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์เป็นวัตถุดิบหลัก โดยทำงานร่วมกับกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดเพชรบูรณ์และพิจิตร ซึ่งเผชิญปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและราคาผลผลิตที่ตกต่ำ คณะวิจัยได้นำข้าวไรซ์เบอร์รี่มาสกัดด้วยกระบวนการที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย จนได้สารสกัดที่มีสารสำคัญ เช่น แอนโทไซยานินและสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด ซึ่งจากการทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่ามีศักยภาพในการกระตุ้นการสร้างเมลานิน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของเส้นผม ผลการวิจัยถูกพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ได้แก่ แชมพูและเซรั่มบำรุงผมที่มีสารสกัดข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์เป็นองค์ประกอบหลัก
ศ.ภก.ดร.ปิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันผลิตภัณฑ์อยู่ในสถานะเครื่องสำอางที่พร้อมออกสู่ตลาดแล้ว ขณะเดียวกัน คณะวิจัยกำลังก้าวสู่ขั้นตอนสำคัญถัดไป คือการทดสอบในอาสาสมัครจริงในระดับคลินิก โดยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลเป็นผู้ดำเนินการ และเมื่อการทดลองในมนุษย์แล้วเสร็จ คาดว่าจะสามารถยกระดับผลิตภัณฑ์จากเครื่องสำอางเป็นเวชสำอาง ซึ่งจะทำให้สามารถระบุสรรพคุณด้านการฟื้นฟูรากผมและการกระตุ้นการงอกของเส้นผมได้อย่างชัดเจนตามหลักวิชาการภายในระยะเวลาประมาณ 6 เดือนข้างหน้า

AnthoRice™ Complex นวัตกรรมเวชสำอางจากสารสกัดธรรมชาติของไทยสู่ตลาดโลก โดยยึดหลักความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นโครงการวิจัยที่มุ่งยกระดับองค์ความรู้ด้านข้าวและสมุนไพรไทยโดยใช้ฐานวิชาการด้านชีววิทยาของเซลล์รากผมมนุษย์ (dermal papilla cells) เชื่อมโยงกลไกระดับเซลล์เพื่อปูทางสู่การวิจัยเชิงคลินิกอย่างเป็นระบบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือเชิงระบบระหว่างสถาบันการศึกษา นักวิจัย และภาคการแพทย์ในการผลักดันงานวิจัยไทยสู่การใช้จริง ด้วยมาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน งานวิจัยโครงการ AnthoRice™ Complex สะท้อนแนวคิดใหม่ในการแก้ปัญหาผมร่วงและผมขาวก่อนวัย
โดยมุ่งฟื้นฟูสุขภาพเส้นผมจากต้นเหตุระดับเซลล์รากผมแทนการดูแลเพียงภายนอก ผลการศึกษาพบว่า สารสกัดจากสมุนไพรไทย 5 ชนิด ได้แก่ อัญชัน มะขามป้อม มะกรูด ถั่วเหลือง และรางจืด สามารถทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพในการกระตุ้นยีนความเป็นสเต็มเซลล์ที่สำคัญในรากผม ได้แก่ OCT4, NANOG และ SOX2 เพิ่มขึ้นถึง 5–6 เท่า ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยคงศักยภาพการฟื้นตัวและการสร้างเส้นผมใหม่ของรากผม ขณะเดียวกัน สารสกัดจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ซึ่งเป็นมรดกทางพันธุกรรมของไทยที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะสารแอนโทไซยานิน ยังแสดงศักยภาพในการกระตุ้นการสร้างเมลานินหรือสารสีที่ทำให้เส้นผมมีสีดำ ผ่าน 2 กลไกทางชีววิทยาพร้อมกัน นับเป็นแนวทางใหม่ที่อาจช่วยชะลอหรือฟื้นฟูภาวะผมขาวก่อนวัย ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาต่อยอดในระดับคลินิก

โครงการ AnthoRice™ Complex นับเป็นความร่วมมือครั้งแรกระหว่างสองมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศในการพัฒนาเวชสำอางจากข้าวไทยแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยใช้วัตถุดิบจากวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์จังหวัดพิจิตร
ผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนาในห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากล การผลิตภายใต้มาตรฐาน GMP และการทดสอบทางคลินิกในสถาบันการแพทย์ระดับประเทศ
นอกจากนี้ยังมีการลงนามถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ บริษัท จุฬาฟาร์เทค จำกัด และบริษัท ไทธนบุรี คอร์ปอเรชั่น จำกัด เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่การใช้จริงเชิงพาณิชย์และการขยายตลาดในอนาคต อีกทั้งยังเป็นการตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ข้อ 2, 8, 9 , 12 และ 17 อีกด้วย

การทดสอบทางคลินิกที่โรงพยาบาลศิริราชจะใช้ระยะเวลา 24 สัปดาห์ โดยมุ่งประเมินผลในประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความหนาแน่นของเส้นผม การเปลี่ยนแปลงของสีผม และสุขภาพหนังศีรษะ เพื่อยืนยันทั้งประสิทธิภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์
สนใจข้อมูลเพิ่มเติมหรือติดตามโครงการได้ที่
เว็บไซต์ : www.Anthoricethailand.com
Facebook: AnthoRiceOfficial
หรือทาง Line ที่ Line@AnthoRice


