"มหิดล" คว้าอันดับ 1 มหาวิทยาลัยไทย จากการจัดอันดับ ShanghaiRanking 2026 ตอกย้ำคุณภาพงานวิจัยระดับโลก

มหาวิทยาลัยไทยไปได้ไกลแค่ไหนบนเวทีโลก?
หนึ่งในคำตอบที่น่าจับตาคือผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกจาก ShanghaiRanking’s Academic Ranking of World Universities (ARWU) 2026 มหาวิทยาลัยมหิดลครองอันดับ 1 ของประเทศไทย และขยับขึ้นมาอยู่ในช่วงอันดับ 501–600 ของโลก จากช่วงอันดับ 601–700 ของโลกเมื่อปี 2025 สะท้อนพัฒนาการด้านศักยภาพทางวิชาการและงานวิจัยในระดับนานาชาติ
ShanghaiRanking เป็นระบบจัดอันดับมหาวิทยาลัยระดับโลก ให้ความสำคัญกับผลงานทางวิชาการและการวิจัย โดยในปี 2026 มีมหาวิทยาลัยมากกว่า 2,500 แห่งทั่วโลกได้รับการประเมิน และประกาศผลการจัดอันดับสำหรับ 1,000 อันดับแรก โดยมีเกณฑ์การประเมิน 6 ตัวชี้วัด ได้แก่ ผลงานของศิษย์เก่าที่ได้รับรางวัลโนเบลหรือเหรียญฟิลด์ (Alumni) และบุคลากรที่ได้รับรางวัลดังกล่าว (Award) โดยรางวัลโนเบลที่นำมานับคะแนนครอบคลุม 4 สาขา ได้แก่ ฟิสิกส์ (Physics) เคมี (Chemistry) สรีรวิทยาหรือการแพทย์ (Physiology or Medicine) และเศรษฐศาสตร์ (Economics) รวมถึงรางวัลฟิลด์สเมดัล (Fields Medal) ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดทางด้านคณิตศาสตร์ นอกจากนี้ ยังมีตัวชี้วัดด้านนักวิจัยที่ได้รับการอ้างอิงสูง (HiCi) ผลงานตีพิมพ์ในวารสาร Nature และ Science (N&S) จำนวนผลงานวิจัยในฐานข้อมูล Web of Science (PUB) และผลการดำเนินงานทางวิชาการเมื่อเทียบกับจำนวนบุคลากร (PCP) โดยตัวชี้วัดด้านการวิจัยมีน้ำหนักรวมมากถึง 60% ขณะที่ผลงานของศิษย์เก่าและบุคลากรที่ได้รับรางวัลโนเบลหรือเหรียญฟิลด์รวมกันคิดเป็น 30% และมีผลการดำเนินงานทางวิชาการเมื่อเทียบกับจำนวนบุคลากรอีก 10%

อะไรทำให้มหิดลขยับอันดับขึ้นมาได้?
เมื่อเปรียบเทียบคะแนนรายตัวชี้วัด พบว่าคะแนนผลงานตีพิมพ์ใน Nature และ Science (N&S) เพิ่มขึ้นจาก 6.2 ในปี 2025 เป็น 7.0 ในปี 2026 ขณะที่คะแนนผลงานตีพิมพ์ในฐานข้อมูล Web of Science (PUB) เพิ่มจาก 34.7 เป็น 34.8 ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของผลงานวิชาการในตัวชี้วัดสำคัญที่ใช้ประเมินมหาวิทยาลัยระดับโลก

ความเข้มแข็งทางวิชาการของมหิดล ไม่ได้สะท้อนผ่านคะแนนหรืออันดับโลกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างผลงานวิจัยที่ตอบโจทย์สำคัญของสังคม โดยข้อมูลจากนิตยสาร Nature ระบุว่าผลงานวิจัยเรื่อง Global evolution of inflammatory bowel disease across epidemiologic stages ได้ตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อปี 2025 โดยนักวิจัยมหาวิทยาลัยมหิดลร่วมกับเครือข่ายนักวิจัยนานาชาติ ได้ศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์และแนวโน้มของโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงคาดการณ์ภาระผู้ป่วยในอนาคต โดยผลการศึกษาสามารถใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการวางแผนระบบบริการสุขภาพ และการจัดสรรทรัพยากรทางการแพทย์ได้อย่างเหมาะสม สะท้อนถึงศักยภาพของมหิดล ในการสร้างองค์ความรู้ที่สามารถต่อยอดสู่การสร้างประโยชน์ต่อผู้ป่วย ระบบสาธารณสุข และสังคมในวงกว้าง หรือที่เรียกว่า “Real World Impact”

การขยับขึ้นสู่ TOP 600 ของโลก พร้อมครองอันดับ 1 ของประเทศไทยใน ShanghaiRanking 2026 จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขบนตารางจัดอันดับ แต่ยังเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่สะท้อนถึงความก้าวหน้าของมหาวิทยาลัยไทยในการสร้างองค์ความรู้และพัฒนางานวิจัยที่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาสาธารณสุขในระดับโลก
ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยมหิดล และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเคยครองอันดับ 1 ของประเทศไทยร่วมกันจากการจัดอันดับ ShanghaiRanking ในปี 2025 โดยอยู่ในช่วงอันดับ 601–700 ของโลก ก่อนที่ผลการจัดอันดับปี 2026 มหาวิทยาลัยมหิดลอยู่ในช่วงอันดับ 501–600 ของโลก และครองอันดับ 1 ของประเทศไทยเพียงแห่งเดียว โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่ในช่วงอันดับ 601–700 และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อยู่ในช่วงอันดับ 701–800


