EXIM BANK มองโลกเผชิญวิกฤต “รุนแรง-ผันผวน-แปรปรวน” ลุยเดินหน้ากลยุทธ์ “5T” นําผู้ประกอบการไทยฝ่าภาวะ 3 สูง สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยในงานแถลงหัวข้อ “โลกเปลี่ยน ความท้าทายใหม่ EXIM BANK เคียงข้างธุรกิจไทยฝ่าวิกฤตโลก” ว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกกําลังเผชิญความท้าทายจากภาวะวิกฤตที่ “รุนแรง ผันผวน และแปรปรวน” ใน 3 มิติหลัก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนทั่วโลก รวมถึงภาคการส่งออกของไทย ที่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้น ได้แก่
ความขัดแย้งที่รุนแรง ทั้งในรูปแบบของสงครามในสนามรบที่ยืดเยื้อและสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็น เส้นทางขนส่งน้ํามัน ก๊าซธรรมชาติ และปุ๋ยเคมี สําคัญของโลก จนสั่นสะเทือนถึงความมั่นคงด้านพลังงานและ อาหารในหลายประเทศ ขณะเดียวกัน มาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศมหาอํานาจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ยังส่งผลต่อทิศทางการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ

ความผันผวนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และตลาดการเงินโลก จากราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์และค่าธรรมเนียมความเสี่ยงสงคราม (War Risk Surcharge) ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและราคาทองคํา ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนและสภาพคล่อง ของภาคธุรกิจไทย
ความแปรปรวนด้านสิ่งแวดล้อม จากภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศสุดขั้ว ที่อาจส่งผลกระทบต่อ ผลผลิตทางการเกษตรและต้นทุนการผลิต รวมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก เช่น มาตรการปรับคาร์บอน ก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) ระเบียบของสหภาพยุโรปว่าด้วยการตัดไม้ ทําลายป่า (European Union Deforestation Regulation : EUDR) มาตรการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน (Corporate Sustainability Reporting Directive : CSRD) และระเบียบของสหภาพยุโรปว่าด้วยการลดปริมาณ ขยะบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation : PPWR) ที่กําลังกลายเป็นเงื่อนไขสําคัญให้ ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของทั้งโลกและไทยมีแนวโน้มเติบโตต่ําลง โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า GDP โลกในปี 2569 จะเติบโตในระดับต่ําสุดในรอบ 6 ปีที่ระดับ 3.1% ลดลงจาก 3.4% ในปีก่อนหน้า ขณะที่การค้าโลก อาจขยายตัวต่ําสุดในรอบ 3 ปี ที่ระดับ 2.8% ลดลงจาก 5.1% ในปี 2568 สวนทางกับอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้ม เร่งตัวสูงสุดในรอบ 2 ปี แตะระดับ 4.4% เพิ่มจาก 4.1% ในปีก่อนหน้า

สําหรับประเทศไทย EXIM BANK ประเมินว่า การส่งออกในปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวราว 7% โดยได้รับแรงสนับสนุนสําคัญจากสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนสินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งได้รับอานิสงส์จากกระแส เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความต้องการด้านความมั่นคงทางอาหารที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยยังต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการขนส่งและค่าประกันภัยที่ปรับสูงขึ้น ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ของประเทศคู่ค้า รวมถึงมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสําคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจไทยกําลังเผชิญกับ “ภาวะ 3 สูง” ที่ท้าทายความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่ 1) Cost สูง จากต้นทุนวัตถุดิบ โลจิสติกส์ ค่าแรง ต้นทุนทางการเงิน และค่าใช้จ่ายในการบริหารความเสี่ยงที่ เพิ่มขึ้น 2) Compliance สูง จากข้อกําหนดด้านมาตรฐานสากล กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและ ESG กฎหมาย คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนมาตรฐานทางบัญชีที่เข้มงวดมากขึ้น และ 3) Competition สูง จากการแข่งขัน ที่รุนแรงขึ้น ทั้งจากสินค้าต้นทุนต่ําจากจีน การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ เปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการจําเป็นต้องเร่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ปรับโมเดลธุรกิจ และเสริมความยืดหยุ่นในการดําเนินธุรกิจอย่างจริงจัง

นายชลัช กล่าวอีกว่า ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความท้าทาย EXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ พร้อมทําหน้าที่ Export Co-pilot เคียงข้างลูกค้าด้วย กลยุทธ์ “5T” ตามแนวนโยบายภาครัฐ ประกอบด้วย Target บรรเทาผลกระทบและลดความเสี่ยงให้ลูกค้า โดยเฉพาะ SMEs อย่างตรงจุด ผ่านการออกเยี่ยมกิจการเพื่อนําเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ พร้อมให้ความ ช่วยเหลือด้วยการยืดหนี้ ลดดอกเบี้ย เสริมสภาพคล่อง และประคองการจ้างงานตามความเหมาะสม Transition สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวผ่านผลิตภัณฑ์ Sustainable Finance โดยตั้งเป้าหมายสินเชื่อและ ภาระผูกพันเพื่อการลงทุนและการปรับตัวสู่ความยั่งยืนที่ 50% ของยอดคงค้างรวม อีกทั้งจะขยายการให้บริการ ด้าน ESG เช่น การจัดทํารายงานความยั่งยืนสําหรับลูกค้า EXIM BANK ที่สนใจปรับตัวตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม โลก Transform ส่งเสริมการยกระดับธุรกิจด้วยเทคโนโลยี และกระจายความเสี่ยงด้วยการขยายตลาดใหม่ผ่าน การให้คําปรึกษา การจับคู่ธุรกิจ และการจัดกิจกรรมและ Product Package ร่วมกับพันธมิตร เพื่อเพิ่มสัดส่วนการ ส่งออกไปยังตลาดอื่นนอกเหนือจากสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น เป็น 75% การดําเนินงานทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บน หลักการ Transparency สนับสนุนการส่งออกอย่างโปร่งใส สอดรับกับมาตรฐานสากล และดูแลลูกค้าด้วยความ เป็นมืออาชีพ และ Together บูรณาการความร่วมมือภายใน EXIM One Team และกับหน่วยงานพันธมิตรทั้ง ภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้าง Export Ecosystem ที่เอื้อต่อการเติบโตของผู้ประกอบการไทยอย่างครบวงจร
“มาตรการและความช่วยเหลือของ EXIM BANK จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยมีทั้งความพร้อมในการรับมือและความสามารถในการปรับตัวต่อความท้าทายในทุกมิติ โดย EXIM BANK พร้อมทําหน้าที่เป็น Export Co-pilot เคียงข้างผู้ประกอบการไทยในทุกสถานการณ์ สนับสนุนให้ธุรกิจไทยไม่เพียงอยู่รอดจากวิกฤต แต่เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนบนเวทีการค้าโลก” นายชลัช กล่าว


